palaj_009

เม็ดฝนเทกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย ในขณะที่แสงแดดถักทอลงมายังภาคพื้น
นี่คงเป็นทวิภาวะของธรรมชาติที่แสดงให้เราเห็นถึงความเป็นไปได้ในการเกิดขึ้นของสองสิ่งพร้อมๆกัน
ฝนตกไม่จำเป็นที่ท้องฟ้าจะต้องมืดครึ้มเสมอไป
ในขณะเดียวกัน หากยามที่แดดออกก็ไม่ได้หมายความว่าฝนจะตกลงมาไม่ได้
หรือยามท้องฟ้ามืดครึ้มบรรยากาศอึมครึมก็ไม่ได้หมายความว่าฝนกำลังจะตก
บางทีแดดทอแสงอย่างเจิดจ้า ท้องฟ้าเปิดกว้าง
แต่สักพักเม็ดฝนก็เทลงมาฝ่าเส้นแสงจากบนฟ้าก็มีให้เห็นออกบ่อย
นกน้อยใหญ่ที่ส่งเสียงเจื้อยแจ้วคงงงว่าจะบินกลับเข้ารังดีหรือไม่
ความคิดของชายวัยเบญจเพสกำลังล่องลอยปะปนกับเม็ดฝนที่ร่วงหล่นเบื้องหน้า
คนเราเกิดมาเพื่อที่จะชื่นชมกับการมีชีวิตอยู่
สัมผัสความงดงามของชีวิตนี้ แล้วก็ตายจากไป
แต่คนส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสได้รู้สึกแบบนั้น เพราะระบบสังคมทำให้คนเบี่ยงเบนความสนใจไปสู่สิ่งอื่น ไปสู่เรื่องของการมีเงิน มีความมั่นคง มีชื่อเสียงเพื่อให้คนนับหน้าถือตา
ดร.กรุณา กุศลาสัย กล่าวไว้ว่า
“ทรัพย์สมบัติ คือ ภาระของความใหญ่โต  สวัสดิภาพ คือ ความสมบูรณ์ของชีวิต”

โลกหมุน  เวลาเปลี่ยน  ชีวิตเคลื่อนไหว

…….

เขาตัดสินใจว่าวันพรุ่งนี้จะไปยื่นใบลาออกจากงานลูกจ้างในเมือง

 


palaj08_1

แสงอาทิตย์ยามบ่ายทอลงสู่ผืนดินเบื้องล่างช่างสวยงาม

เม็ดฝนเพิ่งร่วงหล่นโปรยปรายลงมาเมื่อครู่ใหญ่

ฟ้าหลังฝนเป็นภาพที่สวยงามเสมอ

แสงตกกระทบผิวน้ำส่งระยิบระยับช่างจับใจ

ความสวยงามของธรรมชาติถูกส่งทอดมายังทุกคนที่มองดู

อย่างน้อยผู้ที่เดินทางในรถประจำทางสายนั้นก็เป็นประจักษ์พยานได้

ภายในรถมีทั้งนักท่องเที่ยว ทั้งชาวบ้าน และพ่อค้าแม่ขาย

จะมีสักกี่ช่วงเวลากันที่ความสวยงามนี้จะคงอยู่

สามีภรรยานักท่องเที่ยวคู่หนึ่งซึ่งกำลังเดินทางไปเที่ยวพื้นที่บนภูเขาด้วยรถประจำทางสายนี้คุยกัน

พวกเขาเห็นภาพที่สวยงามนั้นจึงตัดสินใจขอลงจากรถกลางทาง

ภาพสุดแสนประทับใจถูกถ่ายโอนลงดวงตาสองคู่ใหม่

รถประจำทางเคลื่อนตัวต่อไปได้ซักพักใหญ่

ก้อนหินขนาดมหึมาร่วงหล่นลงมาจากเนินเขาข้างทาง

ทับรถประจำทางคันนั้นจนเละ  ผู้โดยสารไม่เหลือรอดแม้ซักราย

สามีภรรยาคู่นั้นเห็นเข้าก็เกิดอาการตกใจ 

…….

ตัวภรรยาพูดขึ้นว่า “เราไม่น่าลงจากรถประจำทางคันนั้นเลย”


_issue1071

ก้อนกรวดถูกวางเรียงรายเต็มผืนทรายที่เคยว่างเปล่า
มนุษย์หูตาเดียวเป็นคนทำเช่นนั้น
เป็นความคิดฝันของเขาที่จะพยายามปูทางเดินให้กับตัวเอง
อาจเป็นเพราะความมุ่งมั่นตั้งใจที่ทำให้ทางก้อนกรวดเสร็จลงอย่างว่องไว
แต่หากลองสังเกตดูให้ดี ทางก้อนกรวดบนผืนทรายสายนี้
ดูไม่เป็นเส้นตรง และไม่ค่อยจะสมบูรณ์แข็งแรงซักเท่าไร

ครั้งหนึ่ง ผู้เฒ่าเครายาวเคยถามเตือนสติมนุษย์หูตาเดียวว่าทำไมถึงต้องรีบเร่งมากนัก
เจ้าไม่ศึกษาหรือวางแผนผืนผาให้ดีเสียก่อน
หากเร่งรีบทำไปโดยขาดศิลปะจรรโลงใจ เส้นทางที่เจ้าวางไว้อาจพินาศลงได้อย่างง่ายดาย
แต่เนื่องด้วยเขาเอาหูและเอาตา(ที่มีอยู่อย่างละหนึ่ง)ไปนาและไปไร่
เขาจึงไม่ได้ใส่ใจกับคำตักเตือนจากผู้เฒ่าแต่อย่างใด
ความทะนงว่าตนเป็นผูเก่งกล้า สามารถทำได้ทุกสิ่งอย่าง
ทำให้ไม่มีใครอยากร่วมวงเสวนากับมนุษย์หูตาเดียว
คนรู้จักของเขาจึงค่อยๆ หายไปทีละคน …และทีละคน

…….

วันหนึ่งถนนก้อนกรวดเริ่มทรุดพังทลาย
เนื่องจากกาลเวลาพัดพาสายน้ำมาเซาะผืนทรายเบื้องล่างให้มีช่องว่างรูเล็กใหญ่
ก้อนกรวดมากมายที่ถูกวางอย่างไม่ปราณีตจึงมีอันต้องแยกย้ายและคลี่คลายออกจากกัน

“การประพฤติตัวก็เหมือนการจัดวางก้อนกรวดบนผืนทราย
หากไม่ทำพื้นและฐานให้แน่นดีเสียก่อน ก้อนกรวดที่วางเรียงรายจะเป็นอยู่ดีได้อย่างไร
หูตาเดียวที่มีจะทำให้ดีก็ย่อมได้  ทิฐิมานะที่สูงส่งถูกลดลงมาหน่อยจะดีไหม”
คำเตือนท่านผู้เฒ่าลอยเข้ามากระทบหูใบใหญ่
ตาดวงเดียวเริ่มเบิกกว้าง
ความคิดจมดิ่งลงลึกไร้ขอบเขตของจักวาล

ที่ว่างช่างมีอยู่มากมายเหลือเกิน


palaj06

-1-
ข่าวค่ำรายงานถึงหลักฐานชิ้นใหญ่
มนุษย์ต่างดาวอาศัยอยู่ภายในโลกของเรา
ผู้คนต่างตกใจและตะโกนบอกข่าวต่อกันไป
ทั่วโลกแตกตื่นกับข่าวชิ้นใหม่
เด็กชายรับรู้ข่าวแต่ไม่ตกใจ
เพราะ__’อะไรคือมนุษย์ต่างดาว?’

-2-
เรื่องนี้เป็นเหมือนเรื่องสมมติ
หาแต่ใช่เรื่องสมมติไม่
มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง
สำนักข่าวหลายแห่งรายงานตรงกัน
มีประเด็นถกเถียงมากมายถึงข่าวคราวนี้
“มนุษย์ต่างดวงดาวจริงหรือ”
“เห็นเขาว่าเป็นอย่างนั้น”
“ไม่เห็นเหมือนในหนังเลย”
“ทำหุ่นขึ้นมาหลอกกันหรือเปล่า”
“แล้วมันจะบุกโลกไหม”

ยังไม่มีคำตอบใดกระจ่างใสแน่ชัด

-3-
จักรวาลกว้างใหญ่ไพศาลเหลือคณานับ
ดวงดาวโลกเรายังมีสิ่งมีชีวิตเติบโตขึ้นได้
ทำไมดาวดวงอื่นที่อยู่ในจักรวาลจะมีสิ่งมีชีวิตบ้างไม่ได้

…….

มันอาจจะมาจากบนฟ้าสุกสกาว พร่างพราว ดาวล้อมจันทรา


palaj05

-1-
เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น บ่งบอกว่านี่คือเวลาห้าโมงแลง
เขาสะดุ้งตื่นจากหนังสือที่อ่าน  ‘ ปรัชญาธรรมของนักเขียนโบราณ’
ชายผู้สงบเสงี่ยม มีสีหน้าเรียบเฉย พูดน้อย และไม่มีเพื่อนฝูงมาเยี่ยมเยียน
กิจวัตรของเขาเกือบคล้ายกันแทบทุกวัน ก็มีบ้างบางวันที่แตกต่างออกไป แต่ใครจะรู้
เขามีหลากหลายอาชีพให้ทำเพื่อแลกกับเงินประทังวิญญาณ
อาชีพของเขาเริ่มขึ้นตอนกลางคืน เช่นนี้ทุกค่ำคืน
ว่ากันว่าเพื่อนผู้ร่วมประกอบอาชีพกับเขาไม่มีใครเคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขาเลย
เพราะเขาจะใส่หน้ากากปิดบังใบหน้าทุกครั้งทีี่ขึ้นเวที
และเมื่อลงจากเวที เขาก็มักจะอันตรธานหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

-2-
เสียงสดใสกล่าวถ้อยคำให้กำลังใจในค่ายผู้ป่วยดังขึ้นเช่นทุกเช้าตรู่ (ตอนตีห้า)
ถ้อยคำในเช้าวันนี้ มีความหมายทำนองว่า  ‘ในโลกใบนี้ ไม่มีอะไรแน่นอน’
ขอให้ผู้ป่วยมีความหวัง ยิ้มรับอรุณรุ่งวันอาทิตย์ขึ้นใหม่
วันนี้ถ้าตั้งใจรับการรักษาและปฏิบัติตัวดีตามคำแนะนำเสมอมา
‘ ไม่แน่’ วันพรุ่งอาจจะหายป่วยพร้อมวิ่งฉิวออกไปจากค่ายนี้เลยก็ได้
กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันจะมากมายหากเกิดได้จากตัวเราเอง

-3-
รอยฟกช้ำเกิดขึ้นที่โหนกแก้มข้างซ้าย
คงเป็นเพราะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในช่วงหัวค่ำ
หมัดฮุคขวาของอีกฝ่ายถูกปล่อยออกมาพุ่งตรงยังใบหน้าเขา
ที่จริง แล้ว หมัดนั้นไม่ควรจะมีการกระทบเกิดขึ้น
เขาเอาผ้าห่อน้ำแข็งมาประคบไว้
พร้อมนั่งลิสต์รายการที่ต้องทำในวันพรุ่ง
ขึ้นเวทีสามทุ่ม  เดินโพยเอกสารห้าทุ่ม  ส่งของหลังสโตร์เที่ยงคืน
เก็บกวาดจัดร้านพร้อมเปิดตีสอง  พูดประกาศให้กำลังใจผู้ป่วยตีห้า
จัดรายการเฮฮาเจ็ดโมง
…….
เขาเลื่อนมือที่ประคบน้ำแข็งลง
พร้อมมองดูหน้ากากที่วางอยู่บนโต๊ะเบื้องหน้า

…….

เขาเอนหลังและหลับตา เตรียมพร้อมรับแสงจันทราวันใหม่


CONTACT

19ส.ค.09

i0


เรื่องเล่าปะลาจ_302

ณ หมู่บ้านยีราฟวิลล่ากลางป่าเมืองใหญ่
มีครอบครัวที่พร้อมหน้าพร้อมตาอยู่ครอบครัวหนึ่ง
ซึ่งประกอบไปด้วย คุณแม่ยีราฟ คุณพี่ยีราฟ คุณน้องยีราฟ และนางสาวยีราฟ
เรื่องมีอยู่ว่า นางสาวยีราฟมีส่วนสูงเพียงหนึ่งร้อยห้าสิบเซนติเมตร
ในขณะที่คนในครอบครัวของเธอมีส่วนสูงประมาณสองร้อยห้าสิบเซนติเมตร
คงเป็นเพราะส่วนลำคอของเธอที่ไม่เพรียวยาวสูงชะลูดเช่นคอของใครอื่นเขา
นี่จึงเป็นส่วนที่แสดงถึงความแตกต่างของนางสาวยีราฟในสังคมยีราฟวิลล่า
เมื่อมีอะไรที่แปลกแตกต่างออกไป สิ่งนั้นมักจะกลายเป็นจุดสนใจเสมอ
………….
ตอนเด็กๆ เธอมักจะถูกเพื่อนล้อถึงความผิดปกติที่ส่วนลำคอ
ทำให้เธอท้อจนเกิดอาการน้อยเนื้อต่ำใจ
สมัยก่อนเธอมักจะถามคุณแม่ยีราฟอยู่บ่อยครั้งว่าเป็นเพราะอะไร
ทำไม ทำไม หนูถึงไม่เป็นปกติอย่างใครเขา
คุณแม่ยีราฟก็เริ่มแถลงไขบอกเด็กหญิงยีราฟออกไป
ว่านี่คือความพิเศษ หาใช่ความผิดปกติไม่
หนูยีราฟรู้ไหม ว่าการที่เกิดมาลำคอสั้นนั้นโชคดีเพียงใด
มันทำให้เราเคลื่อนไหวรวดเร็ว สะดวกสบาย ไม่ต้องคอยแบกรับน้ำหนักส่วนเกินนั้นไง
จะหยิบจะจับสิ่งใดก็สะดวกไปหมด อย่างเวลาหนูอ่านหนังสือก็ไม่ต้องก้มโน้มคอมาก
ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องสายตาอย่างใครอื่นเขา
………….
ข้อดีของการมีลำคอสั้นหลั่งไหลออกมาอย่างไม่ขาดสาย จนเด็กหญิงยีราฟเริ่มเข้าใจ
เธอกล่าวขอบคุณและนึกยิ้มในใจ หากลองมองดูความเป็นจริงเสียใหม่
ว่านี้ไม่ใช่ความผิดปกติที่เป็นเรื่องเสียหาย  ผลดีนั้นมีมากมาย
ถึงแม้จะผิดแผกแตกต่างจากกลุ่มแล้วไง

…………
หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา เธอก็กลายเป็นนางสาวยีราฟทัศนคติใหม่
ที่ไม่ต้องพยายามยืดหน้าชูคอให้สูงอย่างใครเขาอีกต่อไป


เรื่องเล่าcollage02

ในหมู่บ้านแสนห่างไกลจากแสงสีของป้ายไฟระเกะระกะ

ลาหนุ่มผู้ถูกกล่าวขานว่าโง่เขลาและเชื่องช้าในการทำงาน

มันกำลังนั่งเหม่อลอยมองดูพฤติกรรมของเพื่อนฝูงสัตว์ที่เดินไปเดินมาผ่านหน้า

บ้างก็มาเป็นกลุ่ม บ้างก็มาเป็นคู่ บ้างก็มาเดี่ยวเดินจ้ำอ้าวเพื่อไปกิจธุระ

ลาหนุ่มเกิดความสงสัยถึงภาพเบื้องหน้า

กิจธุระของแต่ละผู้สัตว์แตกต่างกันมากน้อยเพียงใด

มันได้แต่เก็บความสงสัยนั้นไว้ในใจ มิได้เอื้อนเอ่ยถามสิ่งเหล่านั้นออกไป

 

…………

 

งานของลาหนุ่มคือการเฝ้าร้านหนังสือที่ตั้งอยู่ติดขอบถนนหญ้า 

มันเป็นนักเฝ้าร้านที่ดี มันมาเปิดร้านตรงเวลา แต่มักจะปิดร้านช้ากว่ากำหนด

หมู่บ้านนี้ไม่ใหญ่มากนัก ฝูงสัตว์ทั้งหลายจึงรู้จักกันแทบถ้วนหน้า

ใครเป็นใคร ไปทำอะไรมา ลูกบ้านนู่นคบหากับลูกบ้านไหนจึงมักไม่พ้นสายตาบรรดาลูกบ้าน

 

…………

 

ลาหนุ่มมีเพื่อนน้อย เพื่อนของมันที่สามารถจำได้ขึ้นใจคงเป็นกองหนังสือใหญ่ที่วางเรียงรายภายในร้าน

หากว่างจากภารกิจนั่งสังเกตพฤติกรรมเพื่อนสัตว์ที่ผ่านไปมา

มันก็มักจะหยิบหนังสือจากชั้นลงมาอ่าน …แบบสุ่ม

หนังสือเหล่านั้นมักจะสะกิดและให้ข้อคิดดีๆ แก่ลาหนุ่มเสมอ

 

…………

 

วันแต่ละวันผ่านไปอย่างไม่ไหลย้อนกลับ

นานวันเข้า จากผู้อ่านและผู้สังเกตการณ์ มันชักอยากกลายเป็นผู้ถ่ายทอดถ้อยคำออกไป

มันไม่ได้อยากที่จะเสี้ยมสอนใคร หากแต่สิ่งที่ถ่ายทอดเป็นเพียงสิ่งที่อยู่ในใจ

มันเริ่มจับปากกาขึ้นมาจรดลงหน้ากระดาษว่างเปล่า

ตัวหนังสือถูกถ่ายโอนลงอย่างลื่นไหล

“ทุกสรรพสัตว์ย่อมมีความแตกต่างกันออกไป …

  ไม่ว่าจะด้วยพฤติกรรมการแสดงออก ไม่ว่าจะด้วยความคิด ไม่ว่าจะด้วยนิสัย”

 

…………

…………

 

 

ดวงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า

…………

 

ลาหนุ่มเดินออกไปปิดร้าน และเดินกลับบ้านตามลำพังอย่างเคย 

 

 


            ความคิดแรกเริ่มของผมเลยคือ การอยากทดลองทำงานภาพประกอบแนวคอลลาจกับงานเขียนเล่าเรื่องเชิงอุปมาอุปไมยชนิดสั้นดู

            ตอนแรกผมจะใช้ชื่อว่า เรื่องเล่าคอลลาจ แต่รู้สึกว่ามันดาดๆ ไปหน่อย ก็มาดูว่างานเขียนเรามันเป็นเชิงเปรียบเปรยตัวละครแบบประหลาดๆ เล่าเรื่องธรรมดาสามัญแบบงานแนวคอลลาจ ปะติดปะต่อถ้อยคำเข้าด้วยกันให้เป็นประโยคขนาดสั้น และสร้างเป็นเรื่องราวขึ้นมา ผมก็เลยเล่นคำพ้องเสียงของ ประหลาด กับ “(ตัด)ปะ” + “(คอล)ลาจ” เข้าไว้ด้วยกัน ..พอมาดูตอนประกอบเรื่องเสร็จแล้วก็รู้สึกว่า เอ่อ…มันประหลาดดีเว้ย ชอบๆ ก็เลยเอาชื่อนี้เลยครับ (555+)

            ด้านข้างเนื้อเรื่องจะสังเกตเห็นว่ามีประโยคห้อยไว้ว่า กรุณาอ่านอย่างช้าๆ ด้วยความระมัดระวัง ผมก็หมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ คือมันมาจากวลีที่ว่า “read between the lines” ถ้าแปลตรงตัวก็จะแปลว่า การอ่านระหว่างบรรทัด นั่นคือ การอ่านอย่างระมัดระวัง อ่านอย่างวิเคราะห์ อ่านแล้วนึกภาพตาม อ่านแล้วร่วมรู้สึกไปกับมัน ..มีศิลปินที่ผมชื่นชอบท่านหนึ่งเคยบอกไว้ว่า อย่าด่วนตัดสินทุกอย่างจากภายนอก เราต้องหัดมองให้ลึก คิดให้ลึก รู้สึกให้ลึกลงไปในอารมณ์ร่วมของเราแล้วจะเห็นอะไรๆ ในมุมที่ต่างออกไป

………

ร่วมรู้สึกไปกับมัน

 

            ผมสอนตัวเองในงานเขียนของผมว่า บางครั้งการที่เราจะเห็นตัวเองได้นั้น เราคงต้องถอยออกมามองให้ไกลขึ้น ใช้เวลามองให้นานขึ้น เพราะเมื่ออยู่ใกล้เกินไปบางทีเราอาจจะยังโฟกัสภาพหรือเรื่องราวได้ไม่ชัดเจน แต่เมื่อถอยห่างออกมามองเข้าไปเนี่ยเราอาจจะเห็นได้ว่า อ้าว! …ไอ่ตัวละครตัวนั้นๆ น่ะมันเรานี่หว่า

 

คนและสัตว์ร่วมโลก

…………

            ในยุคปัจจุบัน(ปีพุทธศักราช 2552) ที่การติดต่อสื่อสาร ติดตามข้อมูลอะไรก็ตามแต่ช่างง่ายดายเพียงปลายนิ้วสัมผัส คนในยุคนี้เลยเป็นคนประเภทเร่งรัด รีบเอา ด่วนได้ ผู้คนสื่อสารกันมากขึ้น รู้จักกันเป็นจำนวนมากขึ้น แต่เรากลับเข้าใจกันและกันน้อยลง เพียงเพราะความอดทนต่อการทำความเข้าใจไม่เพียงพอ ไม่ลึกซึ้งพอ รู้จักกันได้แต่เพียงหน้าฉาก ผิวเผิน ฉาบฉวย ชั่วครั้งชั่วคราว จำนวนมิได้บ่งบอกถึงคุณภาพ มีคนรู้จักเยอะมิได้แปลว่าคนๆ นั้นดีหรือน่าคบหา ถูกจริตซึ่งกันและกัน ก็ในเมื่อทุกวันนี้ที่คนเราต่างเร่งรีบกันไปไหนต่อไหนเพื่อให้ทันแวลาของใคร หากมีกิจกรรมให้ทำเพื่อชะลอความเร็วในชีวิตลงกันบ้างก็คงจะดีนะครับ

 

_อัคร ปัจจักขะภัติ_


head01

เรื่องเล่าปะลาจ_104

มีเรื่องเล่าต่อๆ กันมา…ว่า

ในป่าดิบชื้นสุดทึบที่อุดมไปด้วยพันธุ์ไม้นานา

เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้อยใหญ่มากมายหลากหลายพันธุ์

สัตว์ใหญ์ในความคิดมนุษย์มักเป็นสัตว์ดุร้าย

ขนาดใหญ่กว่ามักถูกมองว่าเป็นผู้ล่าอันโหดเหี้ยม

แต่เท่าที่ได้ยินเสียงเล่ามา มันไม่ได้เป็นอย่างที่มนุษย์ปุถุชนคิดดังว่า

สัตว์ป่าใหญ่ย่อมน่ากลัว

……..

สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่มักมีอายุไม่ยั่งยืนยง

สอดคล้องกับสัตว์ป่าใหญ่ชนิดนี้ ที่มีมันเหลือรอดอยู่เพียงลำพัง

หน้าตามันคล้ายลิงชิมแปนซี มีหูคล้ายค้างคาว

มีหางคล้ายกระรอก มีหนามงอกที่กลางหลัง

มีพลังอันน้อยนิด และไม่ชอบคิดโต้เถียงหรือสู้รบกระทบกระทั่งกับสัตว์อื่นใด

มันชอบเสียงดนตรี เคล้าคลีไปกับการเล่นกีตาร์

แต่อาจจะด้วยความใหญ่ของร่างกายมันและรูปร่างที่สุดแสนประหลาด

จึงทำให้สัตว์ป่าพันธุ์อื่นๆ ไม่กล้ายุ่งด้วย

กิจกรรมส่วนใหญ่ของมันจึงต้องดำเนินไปตามลำพัง

………….

ถึงแม้ผืนป่าจะกว้างใหญ่ สัตว์ป่าอาศัยอยู่มากมาย

แต่มันกลับรู้สึกเหงาขึ้นจับใจ คงมีเพียงถ้ำอับชื้นแห่งนี้กระมังที่ไม่แสดงทีท่ารังเกียจมัน

ท่วงทำนองจากกีตาร์ตัวเก่งค่อยๆ ล่องออกไปสู่ป่าเขาลำเนาไพร

เสียงเพลงช่างกรีดจิตใจดีแท้

 

……………

สัตว์ป่าใหญ่ผู้มีรูปร่างประหลาด 

 

 

ปล. ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://mag.fukduk.tv ( e-magazine ที่ออกทุกๆ 2 อาทิตย์)